in

สิ่งที่เราควรใส่ใจไม่ใช่ LDL

เรื่องนี้เอามาจาก Biohackersummit 2018 ได้ความกรุณาจากพี่ปุ๋ม FATOUT เลยนำมาเผยแพร่ให้ทราบกันอีกครั้ง 

เรืิ่องนี้นำมาจากคุณ  Ivor cummins วิศวกรทางฝั่งอเมริกาที่ผันตัวเองไปศึกษาความรู้ทางการแพทย์และเป็นBiohackerชื่อดังในเรื่องสุขภาพ เค้าได้ใช้หลักความคิดมาประยุกต์โดยชี้ให้เห็นว่าการใส่ใจสุขภาพเพียง 20 % ส่งผลต่อสุขภาพที่ดีขึ้นถึง 80 %  นั่นคือเรื่องของ อาหาร 

มีคนไข้ชื่อ เดวิด บ๊อบเบท เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จท่านหนึ่งที่ สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่ม ออกกำลังกายเป็นประจำ ไปตรวจทุกปีหมอก็บอกแข็งแรงดี ทดสอบร่างกาย ค่าเลือดก็ปกติ วิ่งสายพานก็ได้ผลที่น่าพึงพอใจ คุณเดวิดไม่มีความเสี่ยงใดๆต่อการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบเลย แต่แพทย์ได้แนะนำตรวจCACS  เพื่อดูแคลเซียมบริเวณเส้นเลือดัหัวใจ ปรากฎว่าค่า CACS = 906 ซึ่งสูงมาก และมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้สูงถึง 75% จึงได้รับการฉีดสีตรวจสอบ พบว่า มีการอุดตันของเส้นเลือดหัวใจจริงๆ จึงได้ทำการรักษาและเปลี่ยนพฤติกรรม การกินอาหารซึ่งก็ได้ผลดี ในปึต่อๆมาก็ปลอดภัยดีไม่มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ

     กระบวนการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบว่าเกิดจากการอักเสบและหินปูนแคลเซียมบริเวณหลอดเลือด ต่อมามันเกิดการแตกของ เยื่อที่หุ้มแคลเซียมนั้น ทำให้เกิดการอุดตันและแข็งตัวของเส้นเลือดหัวใจในที่สุด 

การตรวจ CACS ทำให้เรารู้ว่ามีแคลเซียมอุดตันที่เส้นเลือดหรือไม่นั่นเอง( CACS ย่อมาจาก coronary artery calcium score) 

   วิธีตรวจคือคือการที่เราเข้าเครื่อง CT scanบริเวณหัวใจ แล้ววัดระดับแคลเซียมในแต่ละภาพบนคอมพิวเตอร์แสกนล้วนับจุดแคลเซียมในแต่ละภาพบริเวณเส้นเลือดหัวใจโคโรนารีว่ามีจำนวนเท่าไร แล้วจำลองออกมาเป็นสามมิติ ว่ามันตีบหรือ เกิดอุดตันหรือมีคราบหินปุนที่เกาะตามหลอดเลือดหัวใจ ประมวลรวมกันว่าได้กี่แต้ม หากมากว่า 400 ก็ถือว่าสูง และมีโอกาสเกิดหัวใจขาดเลือด 26% ใน 10ปี หากมากกว่า 1000 มีโอกาสถึง 37% และมีโอกาสตายสุงถึง 23.1% 

    CACS นี้จะช่วยเพิ่มความสนใจให้กับแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลันได้ ทั้งยังเป็นการตรวจที่ไม่อันตราย ไม่ต้องฉีดสี ใดๆ เนื่องจากคราบหินปูนที่ตรวจพบ อยู่ใต้ต่อผนังหลอดเลือดชั้นในนั่นเอง  เป้าหมายหลักคือเพื่อให้ตรวจพบความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบตันแม้จะไม่มีอาการแสดงในคนไข้ ดังนั้น เกณฑ์การพิจารณาให้เอาคนไข้ที่มีความเสียงต่อการเกิดมาทำ เช่น

ไขมันในเลือดสูง

มีคนในครอบครัวเป็นเส้นเลือดหัวใจอุดตัน

เบาหวาน หรือ hyperinsulinemia

ความดันสูง

สูบบุหรี่

อ้วนลงพุง BMI เกิน 30

   มีการศึกษาเล็กๆเปรียบเทียบกลุ่มคนAmericanเทียบกับคน Tsiman(ชนกลุ่มหนึ่งในโบลิเวีย ที่มีชีวิตด้วยการล่าสัตว์จับปลาซึ่งมีอัตราการตายจากโรคหัวใจน้อยมาก) สรุปได้ใจความว่าคนอเมริกันมีค่า CACS ที่เปอร์เซนไทล์สูงมากขึ้นตามอายุ แต่ถ้ามีการปรับเปลี่ยน ปัจจัยหลายๆอย่างให้ใกล้เคียงชาวคือ หากปรับระดับฮอร์โมนอินซูลินให้ต่ำลง มีผลน้ำตาลในเลือดที่ต่ำลง ไม่เป็นเบาหวาน ไม่เป็นความดัน ไม่อ้วนลงพุง ได้รับแต่ไขมันที่ดีมีโอเมก้า3มากๆ หรือก็คือไม่ได้เป็นโรคในกลุ่มอาการ metabolic syndrome หรือ hyperinsulinemia ผลกลับกลายเป็นว่า CACS ต่ำมาก   =  ปรับเพียงการกินอาหารเท่านั้น

 เรื่องถัดมา  LDL ไม่ได้เป็นไขมันเลวและไม่ได้กลายเป็นตัวชี้วัดของการเกิดหลอดเลือดอุดตันอีกต่อไป แต่ Hyperinsulinemia ,Insulin resistance ต่างหากที่มีความสำคัญของความรุนแรงของโรคนี้ ที่น่าตกใจคือ มีประมาณ 65เปอร์เซนต์ของคนอเมริกันที่อายุมากว่า45 ปี เป็นเบาหวานหรือ ระดับน้ำตาลเริ่มสูง หรือเป็นกลุ่มที่มี insulin resistance นั่นเอง แต่กลับกันไม่ว่าระดับ LDL เท่าไรก็ตามอัตราการเกิดเส้นเลือดหัวใจอุดตันไม่ได้แปรผันตามกันแต่อย่างใด

 คำถามที่ทุกวันนี้ต้องหาคำตอบให้ตัวเองคือตัวคุณมีไขมันที่ดี หรือไขมันที่ไม่ดีมากกว่ากัน ไขมันที่ดีคือ ไขมันที่ไม่อักเสบ มีการสะสมพลังงานที่ดี  ส่วนไขมันที่ไม่ดี คือ ไขมันแกนกลาง จำพวกviseral fat ดูง่ายๆก็ที่สะสมเป็นพุง 

เมื่อเราแบ่งกลุ่มคนตามสภาพร่างกายและกลุ่มที่เป็นภาวะ hyperinsulinemiaแล้วเราจะพบว่า

Metabolically healthy normal weight + insulin sensitive = low risk

Metabolically obease normal weight + insulin resistant = high risk*

Metabolically Unhealthy Obese + insulin resistant = high risk*

Metabolically Unhealthy Obese + insulin sensitive = low risk

กลุ่มที่มีความเสี่ยงhigh risk*คือ กลุ่มที่มี insulin resistant ไม่ว่าจะอ้วนหรือไม่อ้วนก็ตาม แต่กลุ่มที่อ้วนแบบสุขภาพไม่ดีมีโรคประจำตัวมักจะรุนแรงเสมอ

ดังนั้น สาเหตุที่ควรกลับมาแก้ที่สุดคือ การเปลี่ยนวิธีกินมาเป็น zero-carbหรือ Carnivore diet ,very lowcarb+high healthy fat หรือ ketogenic dietหรืออย่างน้อยที่สุดตควรเป็น Low carb  ลดการบริโภคน้ำตาล ทั้งกลูโคสในอาหารทั่วไปและฟรัคโตสในผลไม้ลง เพื่อป้องกันไม่ให้กลไกการอักเสบจาก insulin resistance และ hyperglycemia induce hyperinsulinemia ส่วนสาเหตุอื่นๆ ก็ค่อยๆแก้ไขไปตามลำดับ เช่น การกินปลามากขึ้น เพิ่มOmega3 การเสริม Mg,K2, การตากแดด พิ่ม VitD, nitric-Oxideเป็นต้น

reference

HTTPS://WWW.NCBI.NLM.NIH.GOV/PUBMED/17481445

HTTPS://WWW.NCBI.NLM.NIH.GOV/PUBMED/26482753

HTTPS://WWW.THELANCET.COM/…/PIIS0140-6736(17)3075…/FULLTEXT

HTTP://WIDOWMAKERTHEMOVIE.COM/

HTTP://WWW.THEFATEMPEROR.COM/…/A-PASSION-TO-SAVE-LIVES-DAVI

http://care.diabetesjournals.org/content/27/3/781

เขียนบทความ รีวิว แบ่งปันกับสมาชิก Morhub.com! สร้างโพสต์ของคุณ!

What do you think?

Comments

ใส่ความเห็น

Loading…

0

ปรับร่างกายมาใช้ไขมัน???

อยากสุขภาพดีไหมครับ กินเสต๊กสิครับ !!!